ไทยออพติคอล กรุ๊ป แตกพาร์ 1 บาท เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนหุ้นและความคล่องตัวในการจำหน่ายหุ้น พร้อมเดินหน้ากระจายหุ้นสามัญเพิ่มทุนเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปในเดือนสิงหาคมนี้


ดร . สว่าง ประจักษ์ธรรม ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเลนส์สายตาชั้นนำในประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ในวันนี้ (20 กรกฎาคม 2548) ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ ( พาร์) ของหุ้นสามัญของบริษัทจากเดิมมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาทเป็นหุ้นละ 1 บาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท จึงทำให้หุ้นสามัญที่จะเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) เพิ่มขึ้นจากเดิมจำนวน 8.4 ล้านหุ้น เพิ่มเป็น 84 ล้านหุ้น โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่จำนวน 68 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมจำนวน 16 ล้านหุ้น จากทุนจดทะเบียนในปัจจุบันจำนวน 400 ล้านบาท

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ยื่นร่างแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายหลักทรัพย์ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการยื่นขออนุมัติเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว โดยคาดว่าจะสามารถเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปได้ภายในไตรมาสที่ 3 นี้ หากภาวะตลาดหุ้นโดยรวมอยู่ในภาวะน่าลงทุน โดยได้คัดเลือกบริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า จำกัด เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

สำหรับเงินจากการระดมทุนในครั้งนี้จะนำไปใช้ลงทุนในการซื้อที่ดินโรงงาน และขยายกำลังการผลิตเลนส์นิรภัย ทนต่อแรงกระแทกสูง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก รวมทั้งนำไปใช้จัดวางระบบไอทีและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ

บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน) เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเลนส์สายตาในประเทศไทยรายแรกที่เป็นของคนไทย และมีผลิตภัณฑ์เลนส์สายตาหลากหลายครบทุกประเภท โดยมีบริษัทย่อยคือ บริษัท อุตสาหกรรมแว่นตาไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเลนส์สายตากระจกแห่งแรกในประเทศไทย ด้วยประสบการณ์การดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพมายาวนานกว่า 42 ปี ทำให้บริษัทฯ สามารถผลิตเลนส์สายตารองรับทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้กลุ่มบริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป เป็นผู้ผลิตอิสระรายใหญ่ระดับ 1 ใน 4 ของโลก ที่ปัจจุบันมีปริมาณการจำหน่ายเลนส์อยู่ที่ประมาณ 17 ล้านชิ้นต่อปี คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดโลกร้อยละ 2 ของปริมาณความต้องการเลนส์ทั้งหมดทั่วโลก


< กลับไปหน้าข่าว